เห็นเพื่อนๆ ทำโครงงานมลภาวะทางน้ำทาง อากาศเยอะแล้ว เลยไม่อยากตามแนวใคร เราเป็นตัวของตัวเอง ก็เลยทำโครงงานมลภาวะทางดิน หวังว่าคงไม่มีใคร เลียนแบบเราน่ะ อ้อ! ถ้ามีใครเหมือน ก็ให้รู้เลยว่า เราอ่ะต้นแบบน่ะย่ะ ขอบคุณสำหรับเม้น Thank you.
(หน้าเว็บเสร็จ สมบูรณ์)
วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552
กิตติกรรมประกาศ
โครงงานนี้จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากไม่ได้รับการปรึกษาที่ดีของอาจารย์รตตนัตยา และอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่านที่ให้การสนับสนุน ที่ให้คำปรึกษาที่ดีแก่เรา เพื่อนำมาใช้ในโครงงานนี้
ท้ายสุดนี้ต้องขอขอบคุณ คุณพ่อ คุณแม่ ที่ให้การเอื้อเฟื้อสถานที่นาให้ทำการทดลอง ให้อุปกรณ์ต่างๆในการทดลองนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ จึงขอขอบคุณทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย
คณะผู้จัดทำ
นักเรียนชั้นม.6/1
ท้ายสุดนี้ต้องขอขอบคุณ คุณพ่อ คุณแม่ ที่ให้การเอื้อเฟื้อสถานที่นาให้ทำการทดลอง ให้อุปกรณ์ต่างๆในการทดลองนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ จึงขอขอบคุณทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย
คณะผู้จัดทำ
นักเรียนชั้นม.6/1
โครงงานนี้จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากไม่ได้รับการปรึกษาที่ดีของอาจารย์รตตนัตยา และอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่านที่ให้การสนับสนุน ที่ให้คำปรึกษาที่ดีแก่เรา เพื่อนำมาใช้ในโครงงานนี้
ท้ายสุดนี้ต้องขอขอบคุณ คุณพ่อ คุณแม่ ที่ให้การเอื้อเฟื้อสถานที่นาให้ทำการทดลอง ให้อุปกรณ์ต่างๆในการทดลองนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ จึงขอขอบคุณทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย
คณะผู้จัดทำ
สมาชิกกลุ่มการแก้ปัญหาดินเปรี้ยว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1
ท้ายสุดนี้ต้องขอขอบคุณ คุณพ่อ คุณแม่ ที่ให้การเอื้อเฟื้อสถานที่นาให้ทำการทดลอง ให้อุปกรณ์ต่างๆในการทดลองนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ จึงขอขอบคุณทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย
คณะผู้จัดทำ
สมาชิกกลุ่มการแก้ปัญหาดินเปรี้ยว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1
บทคัดย่อ
ชื่อโครงงาน การแก้ปัญหาดินเปรี้ยว
ผู้จัดทำ นางสาว กนิษฐา แผ้วประโคน เลขที่ 9
นางสาว รัตนา โกรัมย์ เลขที่ 27
นางสาว ฤทัยรัตน์ ประเสริฐสวัสดิ์ เลขที่ 30
นางสาว วิไลลักษณ์ ใขรัมย์ เลขที่ 33
อาจารย์ปรึกษาโครงงาน อาจารย์รตตนัตยา สามิตร
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ กาญจนา พรหมทอง
อาจารย์ บุญเยี่ยม โพธิ์เงิน
ปีการศึกษา 2551
ผู้จัดทำ นางสาว กนิษฐา แผ้วประโคน เลขที่ 9
นางสาว รัตนา โกรัมย์ เลขที่ 27
นางสาว ฤทัยรัตน์ ประเสริฐสวัสดิ์ เลขที่ 30
นางสาว วิไลลักษณ์ ใขรัมย์ เลขที่ 33
อาจารย์ปรึกษาโครงงาน อาจารย์รตตนัตยา สามิตร
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ กาญจนา พรหมทอง
อาจารย์ บุญเยี่ยม โพธิ์เงิน
ปีการศึกษา 2551
บทคัดย่อ
เนื่องจากดินเปรี้ยวจัดมีข้อจำกัดที่สำคัญ คือ ความเป็นกรดจัดของดิน ความเป็นพิษของธาตุบางชนิดที่ละลายออกมามากและสภาพการขาดธาตุอาหารไนโตรเจน และฟอสฟอรัส ดังนั้น การที่จะเพิ่มผลผลิตพืชที่ปลูกในดินเปรี้ยวจัดให้สูงขึ้นจะต้องปรับปรุงบำรุงดินให้เหมาะสมก่อน โดยการใช้ปูนขาวปรับค่า pH ให้เป็นกลาง และเพิ่มแร่ธาตุในดินโดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์
เมื่อปรับดินให้เหมาะสมแก่การปลูกแล้วจะสามารถเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นได้ โดยจะทำให้พืชเจริญเติบโตดีขึ้น
ที่มาและความสำคัญ
ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่มักไม่มีความรู้มากนัก จึงมักจะใช้ปุ๋ยเคมีในการเร่งผลผลิตทำให้ ผู้บริโภคได้รับสารพิษจากสารเคมีเหล่านี้ ซึ่งสารเคมีเหล่านี้จะสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหาร จนกว่าจะย่อยสลายไป ตามธรรมชาติแล้วต้องใช้เวลานานมากในการย่อยสลาย จึงทำให้ผู้บริโภคหรือจะเป็นผู้ผลิตเองได้รับผลจากสารเคมีเหล่านี้ถ้วนหน้า
เราจึงควรแนะนำให้หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และวิธีอื่นๆ ที่จะไม่ทำอันตรายแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยได้ทำการทดลองนี้ขึ้นมาเพื่อศึกษาการปรับดินให้เหมาะสมต่อการปลูก เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อชุมชน
ปัญหา
ดินเปรี้ยวปลูกพืชอะไรก็ไม่ได้เพระเกิดจากการใช้ดินที่ไม่เหมาะสมไม่ถูกวิธีไม่รักษาดินให้อยู่ในสภาพที่ปกติ หรือทำให้ดินมีคุณภาพลดน้อยลงธาตุอาหารจึงไม่เพียงพอสำหรับพืช เนื่องจากมีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่อง
วัตถุประสงค์
-เพื่อศึกษาการปรับปรุงดินที่เปรี้ยว
-หยุดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยเริ่มจากการปรับหน้าดิน
-เพิ่มผลผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีที่ทำให้เกิดมลภาวะทางดิน
สมมุติฐานการศึกษาและทดลอง
-ถ้าใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ใส่ปูนจะช่วยลดปัญหาสภาพดินเปรี้ยวได้ และทำให้พืชเจริญเติบโตดีขึ้น
ขอบเขตของการศึกษาและทดลอง
-ศึกษาประสิทธิภาพของปุ๋ยอินทรีย์
-ศึกษาประสิทธิภาพของปูนขาว
-ศึกษาการปรับหน้าดิน
การกำหนดและควบคุมตัวแปร
ตัวแปรต้น คือ ปุ๋ยอินทรีย์ , ปูนขาว
ตัวแปรตาม คือ ดินดี,พืชเจริญเติบโตดี
ตัวแปรควบคุม คือ สภาพดิน,ปริมาณปุ๋ยและปูนขาว
สถานที่ทำการทดลอง หมู่บ้านโคกเพชร ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่มักไม่มีความรู้มากนัก จึงมักจะใช้ปุ๋ยเคมีในการเร่งผลผลิตทำให้ ผู้บริโภคได้รับสารพิษจากสารเคมีเหล่านี้ ซึ่งสารเคมีเหล่านี้จะสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหาร จนกว่าจะย่อยสลายไป ตามธรรมชาติแล้วต้องใช้เวลานานมากในการย่อยสลาย จึงทำให้ผู้บริโภคหรือจะเป็นผู้ผลิตเองได้รับผลจากสารเคมีเหล่านี้ถ้วนหน้า
เราจึงควรแนะนำให้หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และวิธีอื่นๆ ที่จะไม่ทำอันตรายแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยได้ทำการทดลองนี้ขึ้นมาเพื่อศึกษาการปรับดินให้เหมาะสมต่อการปลูก เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อชุมชน
ปัญหา
ดินเปรี้ยวปลูกพืชอะไรก็ไม่ได้เพระเกิดจากการใช้ดินที่ไม่เหมาะสมไม่ถูกวิธีไม่รักษาดินให้อยู่ในสภาพที่ปกติ หรือทำให้ดินมีคุณภาพลดน้อยลงธาตุอาหารจึงไม่เพียงพอสำหรับพืช เนื่องจากมีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่อง
วัตถุประสงค์
-เพื่อศึกษาการปรับปรุงดินที่เปรี้ยว
-หยุดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยเริ่มจากการปรับหน้าดิน
-เพิ่มผลผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีที่ทำให้เกิดมลภาวะทางดิน
สมมุติฐานการศึกษาและทดลอง
-ถ้าใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ใส่ปูนจะช่วยลดปัญหาสภาพดินเปรี้ยวได้ และทำให้พืชเจริญเติบโตดีขึ้น
ขอบเขตของการศึกษาและทดลอง
-ศึกษาประสิทธิภาพของปุ๋ยอินทรีย์
-ศึกษาประสิทธิภาพของปูนขาว
-ศึกษาการปรับหน้าดิน
การกำหนดและควบคุมตัวแปร
ตัวแปรต้น คือ ปุ๋ยอินทรีย์ , ปูนขาว
ตัวแปรตาม คือ ดินดี,พืชเจริญเติบโตดี
ตัวแปรควบคุม คือ สภาพดิน,ปริมาณปุ๋ยและปูนขาว
สถานที่ทำการทดลอง หมู่บ้านโคกเพชร ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
ปุ๋ยอินทรีย์
ปุ๋ยอินทรีย์ (Organic Fertilizer) คือ ปุ๋ยที่ได้จากอินทรีย์สารซึ่งผลิตขึ้นโดยกรรมวิธีต่างๆ และจะเป็นประโยชน์ต่อพืชก็ต้องผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทางชีวภาพเสียก่อน มีวัตถุหลายประเภทที่สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้
ข้อดี – ข้อจำกัดของปุ๋ยอินทรีย์ มีดังนี้
(1) ข้อดีของปุ๋ยอินทรีย์
1. ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะคุณสมบัติทางกายภาพของดิน เช่น ความโปร่ง
ความร่วนซุย ความสามารถในการอุ้มน้ำ และการปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน
2. อยู่ในดินได้นานและค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้า ๆ จึงมีโอกาสสูญเสีย
น้อยกว่าปุ๋ยเคมี
3. เมื่อใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะส่งเสริมปุ๋ยเคมีให้เป็นประโยชน์แก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพ
มีธาตุอาหารรอง / เสริม อยู่เกือบครบถ้วนตามความต้องการของพืช
4. ส่งเสริมให้จุลชีพในดินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงดิน
ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
(2) ข้อจำกัดของปุ๋ยอินทรีย์
1. มีปริมาณธาตุอาหารพืชต่ำ
2. ใช้เวลานานกว่าปุ๋ยเคมี ที่จะปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ให้แก่พืช
3. ราคาแพงกว่าปุ๋ยเคมี เมื่อคิดเทียบในแง่ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของธาตุอาหารพืช
4. หายาก พิจารณาในด้านเมื่อต้องการใช้เป็นปริมาณมาก
5. ถ้าใส่สารอินทรีย์มากเกินไป เมื่อเกิดการชะล้างจะทำให้เกิดการสะสมของไนเตรท
ในน้ำใต้ดินซึ่งเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคได้
6. การใช้สารอินทรีย์ที่สลายตัวยาก เช่น ขี้เลื่อย เมื่อใช้วัสดุคลุมดิน ถ้าใช้ขี้เลื่อยสดใส่ทับถมกันแน่น
จะทำให้เกิดการหมักในสภาพไร้ออกซิเจน ทำให้อุณหภูมิสูงมาก จนเกิดสารสีดำหรือน้ำตาล ในสภาพนี้ขี้เลื่อยจะอิ่มตัวไปด้วยสารพิษซึ่งเป็นกรดอินทรีย์ชนิดระเหยง่าย มีกลิ่นฉุนมาก และเกิดไอที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ทำให้เป็นอันตรายแก่พืชหลายชนิดได้ อย่างไรก็ตาม ขี้เลื่อย เปลือกไม้สามารถนำมาใช้ได้โดยใช้ในดินที่ไม่เป็นกรดจัดเกินไป และมีปุ๋ยไนโตรเจนเพียงพอ ควรเป็นขี้เลื่อยเก่าที่ย่อยแล้ว หรือปล่อยให้ตากแดดตากฝนระยะหนึ่ง การใช้ปูนขาวควบคู่ไปด้วยในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเป็นพิษลงได้
7. มูลสัตว์ที่ไม่ผ่านการหมักหรือการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนก่อนจะมีโรค แมลงศัตรูพืช
และวัชพืชติดมาด้วย ทำให้เกิดปัญหาการแพร่ระบาดภายหลังได้
8. ปุ๋ยอินทรีย์สลายตัวอยาก เช่น ขี้เลื่อย ซึ่งมีอัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจนสูง
เมื่อใส่ในดินปลูกพืชจุลินทรีย์จะแย่งไนโตรเจนในดินไปใช้ในขบวนการย่อย มีผลทำให้พืชขาดไนโตรเจนชั่วคราว ถ้าไม่มีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนพืชจะขาดจนกว่าจุลินทรีย์เหล่านี้จะมีกิจกรรมลดลง จึงจะได้ไนโตรเจนกลับคืนสู่ดิน
9. ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์และวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงาน ส่งกลิ่นเหม็นไม่เป็นที่จูงใจผู้ใช้และสกปรก
10. การใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากของเหลือทิ้งจากท่อระบายน้ำโสโครก ตามอาคารบ้านเรือน
ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะหนักหลายชนิดที่เป็นพิษ เช่น ตะกั่ว ปรอท
11. การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ยังสลายตัวไม่เต็มที่หรือยังอยู่ระหว่างการย่อยสลายจะทำให้เกิดความร้อน
จากการย่อยสลาย เป็นอันตรายต่อรากพืช เช่น การใช้มูลสด ๆ ใส่ใกล้โคนปลูกพืช และการใช้มูลที่มีทั้งอุจจาระและปัสสาวะสัตว์ปน โดยไม่มีการเจือจาง จะทำให้ต้นพืชเหี่ยวเฉาได้เนื่องจากความเค็มของกรดในน้ำปัสสาวะ
12. ต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายและการใส่มากกว่า
ปุ๋ยอินทรีย์ (Organic Fertilizer) คือ ปุ๋ยที่ได้จากอินทรีย์สารซึ่งผลิตขึ้นโดยกรรมวิธีต่างๆ และจะเป็นประโยชน์ต่อพืชก็ต้องผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทางชีวภาพเสียก่อน มีวัตถุหลายประเภทที่สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้
ข้อดี – ข้อจำกัดของปุ๋ยอินทรีย์ มีดังนี้
(1) ข้อดีของปุ๋ยอินทรีย์
1. ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะคุณสมบัติทางกายภาพของดิน เช่น ความโปร่ง
ความร่วนซุย ความสามารถในการอุ้มน้ำ และการปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน
2. อยู่ในดินได้นานและค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้า ๆ จึงมีโอกาสสูญเสีย
น้อยกว่าปุ๋ยเคมี
3. เมื่อใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะส่งเสริมปุ๋ยเคมีให้เป็นประโยชน์แก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพ
มีธาตุอาหารรอง / เสริม อยู่เกือบครบถ้วนตามความต้องการของพืช
4. ส่งเสริมให้จุลชีพในดินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงดิน
ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
(2) ข้อจำกัดของปุ๋ยอินทรีย์
1. มีปริมาณธาตุอาหารพืชต่ำ
2. ใช้เวลานานกว่าปุ๋ยเคมี ที่จะปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ให้แก่พืช
3. ราคาแพงกว่าปุ๋ยเคมี เมื่อคิดเทียบในแง่ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของธาตุอาหารพืช
4. หายาก พิจารณาในด้านเมื่อต้องการใช้เป็นปริมาณมาก
5. ถ้าใส่สารอินทรีย์มากเกินไป เมื่อเกิดการชะล้างจะทำให้เกิดการสะสมของไนเตรท
ในน้ำใต้ดินซึ่งเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคได้
6. การใช้สารอินทรีย์ที่สลายตัวยาก เช่น ขี้เลื่อย เมื่อใช้วัสดุคลุมดิน ถ้าใช้ขี้เลื่อยสดใส่ทับถมกันแน่น
จะทำให้เกิดการหมักในสภาพไร้ออกซิเจน ทำให้อุณหภูมิสูงมาก จนเกิดสารสีดำหรือน้ำตาล ในสภาพนี้ขี้เลื่อยจะอิ่มตัวไปด้วยสารพิษซึ่งเป็นกรดอินทรีย์ชนิดระเหยง่าย มีกลิ่นฉุนมาก และเกิดไอที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ทำให้เป็นอันตรายแก่พืชหลายชนิดได้ อย่างไรก็ตาม ขี้เลื่อย เปลือกไม้สามารถนำมาใช้ได้โดยใช้ในดินที่ไม่เป็นกรดจัดเกินไป และมีปุ๋ยไนโตรเจนเพียงพอ ควรเป็นขี้เลื่อยเก่าที่ย่อยแล้ว หรือปล่อยให้ตากแดดตากฝนระยะหนึ่ง การใช้ปูนขาวควบคู่ไปด้วยในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเป็นพิษลงได้
7. มูลสัตว์ที่ไม่ผ่านการหมักหรือการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนก่อนจะมีโรค แมลงศัตรูพืช
และวัชพืชติดมาด้วย ทำให้เกิดปัญหาการแพร่ระบาดภายหลังได้
8. ปุ๋ยอินทรีย์สลายตัวอยาก เช่น ขี้เลื่อย ซึ่งมีอัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจนสูง
เมื่อใส่ในดินปลูกพืชจุลินทรีย์จะแย่งไนโตรเจนในดินไปใช้ในขบวนการย่อย มีผลทำให้พืชขาดไนโตรเจนชั่วคราว ถ้าไม่มีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนพืชจะขาดจนกว่าจุลินทรีย์เหล่านี้จะมีกิจกรรมลดลง จึงจะได้ไนโตรเจนกลับคืนสู่ดิน
9. ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์และวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงาน ส่งกลิ่นเหม็นไม่เป็นที่จูงใจผู้ใช้และสกปรก
10. การใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากของเหลือทิ้งจากท่อระบายน้ำโสโครก ตามอาคารบ้านเรือน
ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะหนักหลายชนิดที่เป็นพิษ เช่น ตะกั่ว ปรอท
11. การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ยังสลายตัวไม่เต็มที่หรือยังอยู่ระหว่างการย่อยสลายจะทำให้เกิดความร้อน
จากการย่อยสลาย เป็นอันตรายต่อรากพืช เช่น การใช้มูลสด ๆ ใส่ใกล้โคนปลูกพืช และการใช้มูลที่มีทั้งอุจจาระและปัสสาวะสัตว์ปน โดยไม่มีการเจือจาง จะทำให้ต้นพืชเหี่ยวเฉาได้เนื่องจากความเค็มของกรดในน้ำปัสสาวะ
12. ต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายและการใส่มากกว่า
ปูนขาว
ปูนขาว เป็นวัสดุที่ได้จากการเผาหินปูน (แคลเซียมคาร์บอเนต) โดยใช้ความร้อนสูง จะได้เป็นปูนสุก (แคลเซียมออกไซด์, CaO, lime) เมื่อเย็นตัวลงแล้วพรมน้ำให้ชุ่ม ปูนสุกจะทำปฏิกิริยากับน้ำได้เป็น แคลเซียมไฮดรอกไซด์ ส่วนที่เป็นผงแห้งได้เป็น ปูนขาว และส่วนที่เป็นสารแขวนลอยคือ น้ำปูนไลม์ (Milk of lime)ประโยชน์ของปูนขาว
* ด้านการก่อสร้าง
o ใช้เป็นส่วนผสมของปูนฉาบ
o ใช้ในการปรับปรุงคุณภาพของดินกระจายตัว (Dispersive Soil)
o ใช้เป็นสารตัวเติมในยางแอสฟัลต์สำหรับราดถนน
* ด้านการเกษตร
o ใช้ปรับสภาพของดินและน้ำที่เป็นกรด
o ใช้แก้น้ำกระด้าง
* ด้านอุตสาหกรรม
o ใช้ดึงสารเจือปนในการผลิตเหล็กคุณภาพสูง
o ใช้เป็นสารเติมในอุตสาหกรรมยาง เซรามิกส์ กระดาษ ฯลฯ
o ใช้ผลิตโซดาไฟ สารฟอกขาว ฯลฯ
อุปกรณ์และวิธีการทดลอง
วัสดุอุปกรณ์และวัตถุดิบ
-วัตถุดิบการทำปุ๋ยอินทรีย์
- ปูน, ปูนขาว
- จอบ
- ดินเปรี้ยว

แผนการทดลอง
แบ่งการทดลองเป็น 4 ชุด
ชุดที่1 ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ก่อนการปลูกผักบุ้ง
ชุดที่2 ใส่ปูนขาวก่อนการปลูกผักบุ้ง
ชุดที่3 ใส่ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปูนขาวก่อนการปลูกผักบุ้ง
ชุดที่4 ปลูกผักบุ้งตามปกติ
ขั้นตอนการทดลอง
-ทำแปลงผักกว้าง 1 เมตร ยาว 3 เมตร จำนวน 4 แปลง

ชุดที่1 ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ก่อนการปลูกผักบุ้ง 1 อาทิตย์ โดยใส่บนหน้าดินในปริมาณ 500 กรัม

ชุดที่2 ใส่ปูนขาวก่อนการปลูกผักบุ้ง 1 อาทิตย์ โดยขุดเป็นร่องลึก30-40 ซม. โรยปูนขาวไป300-400กรัม รดน้ำให้ชุ่มแล้วกลบดิน
ชุดที่3 ใส่ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปูนขาวก่อนการปลูกผักบุ้ง เริ่มจากการใส่ปูนขาวก่อน แล้วค่อยโรยปุ๋ยอินทรีย์หลังจากกลบปูนขาว
ชุดที่4 ปลูกผักบุ้งตามปกติ
-วัตถุดิบการทำปุ๋ยอินทรีย์
- ปูน, ปูนขาว
- จอบ
- ดินเปรี้ยว

แผนการทดลอง
แบ่งการทดลองเป็น 4 ชุด
ชุดที่1 ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ก่อนการปลูกผักบุ้ง
ชุดที่2 ใส่ปูนขาวก่อนการปลูกผักบุ้ง
ชุดที่3 ใส่ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปูนขาวก่อนการปลูกผักบุ้ง
ชุดที่4 ปลูกผักบุ้งตามปกติ
ขั้นตอนการทดลอง
-ทำแปลงผักกว้าง 1 เมตร ยาว 3 เมตร จำนวน 4 แปลง

ชุดที่1 ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ก่อนการปลูกผักบุ้ง 1 อาทิตย์ โดยใส่บนหน้าดินในปริมาณ 500 กรัม

ชุดที่2 ใส่ปูนขาวก่อนการปลูกผักบุ้ง 1 อาทิตย์ โดยขุดเป็นร่องลึก30-40 ซม. โรยปูนขาวไป300-400กรัม รดน้ำให้ชุ่มแล้วกลบดิน

ชุดที่3 ใส่ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปูนขาวก่อนการปลูกผักบุ้ง เริ่มจากการใส่ปูนขาวก่อน แล้วค่อยโรยปุ๋ยอินทรีย์หลังจากกลบปูนขาว
ชุดที่4 ปลูกผักบุ้งตามปกติ
สรุปผลการทดลอง
สรุปผลการทดลอง
ปุ๋ยอินทรีย์และปูนขาวสามารถช่วยปรับสภาพค่า pH ของดินเปรี้ยวจากที่มีค่าเป็นกรดให้มีค่า pH เป็นกลางได้ ซึ่งสามารถทำให้ดินปลูกพืชได้ และปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยเพิ่มแร่ธาตุในดิน ทำให้พืชเจริญเติบโตดี การใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปูนขาวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเร่งการเจริญเติบโตของพืชได้เท่าที่ควร และดินเปรี้ยวที่ไม่ได้ปรับหน้าดินก่อนการปลูกผัก จะทำให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างล่าช้า หรือไม่เจริญเติบโตเลย
ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำโครงงานนี้
-การแก้ปัญหาสภาพดินเปรี้ยว เพื่อช่วยให้พื้นที่ที่มีปัญหาดินเปรี้ยวนั้นสามารถเพาะปลูกพืชและใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆได้
-แก้ปัญหามลภาวะทางดิน
-เรียนรู้วิธีการศึกษา แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์
ข้อเสนอแนะ
-ควรขุดร่องใส่ปูน ให้ลึกๆจะดี
-ควรใช้ยาไล่แมลง ศัตรูพืชที่สกัดจากธรรมชาติ จะทำให้ผลผลิตปลอดสารพิษ และลดสารพิษในดิน
ปุ๋ยอินทรีย์และปูนขาวสามารถช่วยปรับสภาพค่า pH ของดินเปรี้ยวจากที่มีค่าเป็นกรดให้มีค่า pH เป็นกลางได้ ซึ่งสามารถทำให้ดินปลูกพืชได้ และปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยเพิ่มแร่ธาตุในดิน ทำให้พืชเจริญเติบโตดี การใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปูนขาวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเร่งการเจริญเติบโตของพืชได้เท่าที่ควร และดินเปรี้ยวที่ไม่ได้ปรับหน้าดินก่อนการปลูกผัก จะทำให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างล่าช้า หรือไม่เจริญเติบโตเลย
ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำโครงงานนี้
-การแก้ปัญหาสภาพดินเปรี้ยว เพื่อช่วยให้พื้นที่ที่มีปัญหาดินเปรี้ยวนั้นสามารถเพาะปลูกพืชและใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆได้
-แก้ปัญหามลภาวะทางดิน
-เรียนรู้วิธีการศึกษา แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์
ข้อเสนอแนะ
-ควรขุดร่องใส่ปูน ให้ลึกๆจะดี
-ควรใช้ยาไล่แมลง ศัตรูพืชที่สกัดจากธรรมชาติ จะทำให้ผลผลิตปลอดสารพิษ และลดสารพิษในดิน
บรรณานุกรม
-www.Google.co.th key word= การจัดการด้านดิน
-http://www.doae.go.th/spp/biofertilizer/or3.htm
-http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7
-http://www.doae.go.th/spp/biofertilizer/or3.htm
-http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

